-อัจฉริยะโลกไม่รัก"รามานุจัน"-
ก่อนอื่นเลยขอบอกก่อนว่าผมเป็นคนที่ชอบดูหนังนอกกระหรืออาจจะเป็นกระแสอยู่บางช่วงก็ได้แต่ผมแค่ไม่ได้ติดตามเท่านั้น เอาเป็นว่ามันเป็นหนังนอกกระแสสำหรับผมก็แล้วกัน
จู่ๆความรู้สึกอยากดูหนังเกี่ยวกับประวัติของชีวิตคนที่มีอิทธิพลต่อแวดวงการศึกษาหรือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ต่างๆของแนวคิดหรือทฤษฎีต่างๆที่ยังคงโลดแล่นอยู่ในหนังสือวิทยาศาสตร์แขนงต่างๆขึ้นมา
ทำให้ผมรู้จักกับหนังเรื่องหนึ่งที่ชื่อว่า "the man who knew infinity" หรือเรียกชื่อไทยง่ายๆว่า "อัจฉริยะโลกไม่รัก" เป็นหนังที่เล่าเรื่องราวชีวิตและการเดินทางของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ชื่อว่า "ศรีนิวาสะ รามานุจัน" และคณิตศาสตร์ของเขา จนปัจจุบันผู้คนได้รู้จักเขาในนามนักคณิตศาสตร์ผู้โด่งดัง
เอาจริงๆถึงดังแค่ไหนก็ไม่ถึงหูผมฮ่าๆ ขอยอมรับเลยว่าไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลยเพิ่งจะเคยได้ยินก็จากหนังเรื่องนี้แหละ มีครั้งหนึ่งผมเคยแนะนำเรื่องนี้แก่รุ่นน้องที่เรียนภาควิชาฟิสิกส์คนหนึ่งเพราะเผื่อว่าจะได้มีเพื่อนที่คุยกันรู้เรื่องกับผมบ้างฮ่าๆ แต่พอลองเอ่ยชื่อว่า "รามานุจัน" เท่านั้นแหละตาเขาเบิกโพลงพลางกับพูดว่า "โห!นี่มันนักคณิตศาสตร์นิคนนี้สุดยอดเลยสามารถ คิดค้นทฤษฎีอนุกรมอนันต์ บลาๆๆ..." พูดซ่ะแบบเหมือนตอกย้ำว่า เห้ยกูไปอยู่ไหนมาว่ะ
ตอนนั้นยังดูได้ประมาณครึ่งเรื่องแล้วก็ปิด พอได้ยินกิตติศัพท์พี่แกเท่านั้นแหละทำให้ต้องมาดูต่อให้จบกันเลยทีเดียว คือบอกเลยว่าพอดูจบปึ๊บก็เสิร์ชอาจารย์กู(เกิล)หาประวัติแกทันทีเพราะความอยากรู้อยากเห็นเพิ่มเติมอิอิ
สำหรับใครที่เคยรู้ประวิติมาก่อนและมาดูหนังทีหลังอาจจะมีขาดๆเกินๆบ้างในความรู้สึกก็ไม่แปลกเพราะมันเป็นการพยายามสรุปเรื่องราวชีวิตแบบง่ายๆที่เข้าถึงท่านผู้ชมทุกท่าน่านภาพยนต์
นอกจากประวัติการเดินทางของทฤษฎีคณิตศาสตร์ต่างๆแล้วหนังเรื่องนี้ยังมีมิติต่างๆอีกเช่น เรื่องความทะเยอทะยานความอดทน มิตรภาพ ความรัก ความหวัง การเมือง(นิดหน่อย)และความศรัทธา
แต่ขอเตือนไว้ก่อนสำหรับคอไซไฟหรือแอ๊คชั่นบู้บ้าระห่ำ หากดูเรื่องนี้มันอาจเป็นยานอนหลับชั้นดีของคุณก็เป็นได้ อ่ะเข้าเรื่องเลยแล้วกันกูจะอารัมภบทอะไรเยอะแยะเนี่ย
ขอเล่าเรื่องตามมุมมองและความเข้าใจของผมภาษาชาวบ้านง่ายๆแล้วกันน่ะให้รามานุจันเป็นพระเอกของเรื่อง
เริ่มเรื่องมาก็มีตัวเลขและสมการอะไรก็ไม่รู้ซาระนัวขึ้นเต็มหน้าจอเลยบ่งบอกเลยว่าเนี่ยแหละแม่งหนังคณิตศาสตร์จริงๆ เปิดตัวพระเอก(รามานุจัน)มาพร้อมกับสมการที่พี่แกกำลังขีดๆเขียนๆอย่างเมามันจากนั้นเรื่องก็ดำเนินไปเรื่อยๆ อันนี้ไม่อยากเล่าเดี๋ยวหาว่าสปอยล์แอ๊ะหรือว่าสปอยล์ไปแล้วเออช่างเหอะเอาเป็นว่าอยากจะเล่ามุมแง่คิดและมุมประทับใจก็พอ ส่วนหากอยากรู้ว่าหนังดำเนินเรื่องอย่างไรก็ไปหาดูเอาเองกันน่ะแจ๊ะ
-ความทะเยอทะยานความอดทน-
รามานุจันเป็นคนอินเดียซึ่งณตอนนั้นในสายตาของชาวอังกฤษจะมองคนอินเดียด้วยสายตาที่ดูถูกหรือเป็นคนที่ชั้นต่ำกว่าพวกเขา เพราะดูจากที่พระเอกไปยื่นสูตรคำนวณต่างๆที่เขาทำมาแก่คนอังกฤษหรือนายจ้างอะไรทั้งหลายก็ไม่มีใครรับ นอกจากข้อจำกัดทางปริญญาและการศึกษาแล้วก็การเป็นคนอินเดียของเขาเนี่ยแหละ
แต่เขาก็ไม่ย่อท้อพยายามส่งจดหมายให้ทางมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์จนสุดท้ายความอัจฉริยะและความไม่ย่อท้อของเขาก็ทำให้ผลงานของเขาเข้าตาเข้าใจต่อศาสตราจารย์ฮาร์ดี้ แห่งทรินิตี้ คอลเลจ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และทำให้ศาสตราจารย์ฮาร์ดี้ส่งจดหมายมาถึงเขา และเขาก็ได้ร่วมงานกับศาสตราจารย์ฮาร์ดี้ในที่สุด
แต่พูดก็พูดเถอะหนทางสู่ความสำเร็จนั้นหาได้โรยด้วยกลีบกุหลาบไม่ พระเอกต้องเจอกับอุปสรรค์ต่างๆในรั้วมหา'ลัยของพวกผู้ดีทั้งการดูถูกว่ามาจากอินเดียบ้างไร้ศึกษาบ้าง แต่พระเอกก็ไม่ย่อท้อขอพิสูจน์ตัวเองให้เหล่าดร.เหล่าอาจารย์ได้รู้ว่าสูตรหรือสมการต่างๆที่เขาคิดมามันคือสิ่งที่ถูกต้องและใช้งานได้จริง จนหนังสือของเขาได้รับการตีพิมพ์อย่างที่เขาตั้งใจและทำให้เขาได้เป็นสมาชิกราชสมาคมแห่งลอนดอนและสมาชิกวิทยาลัยทรินิตี้ มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ และกลายเป็นนักคณิตศาสตร์ผู้โด่งดังในที่สุด
-มิตรภาพ-
ตรงนี้ขอยกเครดิตให้กับคนคนนี้เลย "ศาสตราจารย์ ฮาร์ดี้" เป็นส่วนที่ผมปราบปลื้มในหัวใจของท่านศาสตราจารย์ฮาร์ดี้มากคือเป็นคนที่ใจกว้างและไม่ใช่กว้างธรรมดาน่ะกว้างโตรๆเลยแหละ พูดง่ายๆเลยว่าหากไม่มีท่านนี่พระเอกคงไม่เกิดอ่ะ และอาจจะไม่มีนักคณิตศาสตร์ที่ชื่อว่า"รามานุจัน"ก็เป็นได้
เพราะท่านนี่แหละที่เป็นคนที่มองเห็นความอัจฉริยะและความอัศจรรย์ในตัวของพระเอก อีกทั้งยังเป็นคนที่เขียนจดหมายถึงพระเอกจนทำให้พระเอกได้มาพิสูจน์ตัวเองณแคมบริดจ์
ท่านพยายามทุกอย่างเพื่อให้อาจารย์คนอื่นรวมทั้งหัวหน้าภาควิชาได้ยอมรับในตัวของพระเอก ทั้งยังเป็นคนเสนอชื่อของพระเอกให้เป็นสมาชิกราชสมาคมแห่งลอนดอน แม้ว่าท่าจะโดนกระแสโจมตีในแง่ลบและแรงกดดันจากเพื่อนๆอาจารย์และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นๆอย่างมากมายก็ตาม
แต่ท่านก็ยังพยายามเป็นโค้ชที่ดีให้แก่พระเอกอย่างไม่ย่อท้อ แม้ว่าตอนแรกแกยังหมั่นไส้พระเอกอยู่หน่อยๆเนื่องจากสูตรและสมการคณิตศาสตร์ที่พระเอกส่งมาให้แกดูจะหักล้างสูตรความคิดของแกอย่างไม่ไว้หน้าเลยทีเดียว แต่ด้วยการยอมรับของท่านศาสตราจารย์ถึงการเลี่ยนแปลงทางวิชาการเลยทำให้ความรู้สึกตรงนั้นเป็นการสนใจในตัวของพระเอกและอยากที่จะทำงานร่วมกับพระเอกโดยที่ไม่สนใจรากเหง้าหรือวุฒิการศึกษาแต่อย่างใด ทั้งๆที่พระเอกควรจะถูกเหยียดจากเขาเพราะการเป็นคนอินเดียไร้การศึกษา แต่กลับกันท่านศาสตราจารย์กลับหลงไหลในความสามารถของพระเอกโดยมองผ่านสิ่งนั้นไป โห!คือณสมัยนั้น ที่อินเดียยังไม่เป็นเอกราชยังถูกปกครองโดยอังกฤษ ซึ่งแน่นอนว่าคนอินเดียย่อมเป็นชนชั้นล่างอยู่แล้ว แต่ท่านศาสตราจารย์ยังยกเกียรติพระเอกได้ขนาดนั้น ถือว่าท่านศาสตราจารย์ใจพี่แม่งสุดยอดว่ะ
นี่คือมิตรภาพระหว่างชนชั้นที่ต่างกันแต่กลับเท่าเทียมกันด้วยสมการทางคณิตศาสตร์และความมีมนุษยธรรมในใจของศาสตราจารย์ และผมยังชอบคำพูดหนึ่งของ ศาสตราจารย์ ฮาร์ดี้ที่ได้กล่าวว่า
"สำหรับชีวิตนักคณิตศาสตร์ การได้ร่วมงานกับรามานุจันนั้นเป็นเรื่องโรแมนติกเพียงเรื่องเดียวในชีวิตของเขา"
และด้วยความหวังของเขาคือเมื่อเขาทำตามฝันแรกเสร็จแล้วคือเขาจะต้องกลับไปหาและอยู่กับครอบครัวอบ่างมีความสุขให้เร็วที่สุดให้ได้เพราะนั่นคือความหวังขั้นสูงสุดแล้วแหละ
แน่นอนว่าหากพระเอกมีแค่ความทะเยอทะยานและมีความเก่งหรือความรักอย่างเดียวโดยปราศจากความหวังแล้วไซร้แรงในการขับเคลื่อนสู่ความฝันต่างๆของเขาคงไร้ซึ่งพละกำลังในการขับเคลื่อนอย่างแน่นอน
-การเมือง-
นอกจากเรื่องการปกครองอินเดียของประเทศอังกฤษซึ่งทำให้อินเดียอยู่ภายใต้อำนาจของอังกฤษแล้ว ยังมีเรื่องสงครามเข้าเกี่ยวข้องซึ่งคาดว่าช่วงนั้นเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งหรือช่วงๆสงครามก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จึงทำให้ผู้คนณอังกฤษรวมถึงผู้ที่อยู่ในมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์เองต้องอยู่อย่างหวาดระแวงด้วย แถมมีฉากที่พระเอกด้องหาที่หลบและหลีกระเบิดกันอย่างจ้าละหวั่น พูดได้ว่าสงครามช่วงนั้นสร้างความวุ่นวายเอาอย่างมาก
และเรื่องที่ผู้คนหลีกหนีไม่ได้คือการเลือกฝั่งเลือกฝ่ายเรื่องแบบนี้ณภาวะสงครามย่อมมีการถือข้างไม่ข้างใดก็ข้างหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะอยู่เฉยๆก็ยังโดนยัดเยียดไปอีกฝ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
-ความศรัทธา-
ส่วนนี้ของหนังเรื่องนี้ถือว่ามีเสน่ห์ที่สุดสำหรับผม มิตินี้ถือเป็นส่วนที่เหนือคำว่าวิทยาศาสตร์จริงๆ กล่าวได้ว่าเป็นมุมที่ขัดใจอยู่ไม่มากก็น้อยสำหรับสายวิทยาศาสตร์จ๋า เพราะในหนังเราจะเห็นว่าศาสตราจารย์ ฮาร์ดี้ พยายามที่จะทราบถึงที่มาของความรู้ว่าได้มาได้อย่างไร และพระเอกก็ได้ตอบประมาณว่าพระเจ้าได้ป้อนความรู้ให้กับเขา ทำเอาท่านศาสตราจารย์เซ็งในคำตอบกันเลยทีเดียว ซึ่งบางคนอาจตีความไปได้ว่าเขาเป็นคนที่เข้าใจอะไรง่ายอัจฉริยะแต่เขาเป็นคนที่ถ่อมตนสุดๆเพราะความรู้ที่เขาได้มาเขาเชื่อว่ามันคือสิ่งที่พระเจ้าได้ให้แก่เขา นั่นคือความถ่อมตนและให้เกียรติความรู้อย่างสวยงามของพระเอก
และส่วนตัวของศาสตราจารย์ฮาร์ดี้ แล้วเขาเป็นคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าแต่ก็จำเป็นที่จะต้องยอมรับและทำความเข้าใจในศรัทธาของพระเอก ศาสตราจารย์เคยบอกว่าถึงเขาไม่ศรัทธาในพระเจ้าแต่เขาก็ศรัทธาในตัวของพระเอก(รามานุจัน)
รามานุจันเป็นคนที่เคร่งในศาสนามากเป็นคนง่ายๆกินมังสวิรัติและสวดมนต์เป็นประจำ ถึงแม้ว่าเขาจะหมกมุนอยู่กับคณิตศาสตร์แต่มันไม่ได้ทำให้ความศรัทธาต่อพระเจ้าของเขาอ่อนแอลงแต่อย่างใด เขาจะพยายามมีเวลาให้แก่พระเจ้าเสมอ และนี่คือศรัทธาอันแรงกล้าและแข็งแกร่งของรามานุจัน
และนี่คือบางฉากบางตอนบางมิติที่ผมอยากจะมาเล่าสู่กันฟังของชีวประวัติของผู้ชายที่เป็นนักคณิตศาสตร์ชื่อดังของโกซึ่งนามว่า "รามานุจัน"
ปล.กว่าบางสูตรบางสมการทางคณิตศาสตร์จะมาถึงเรานี่ไม่ใช่ง่ายๆเลยน่ะเนี่ยเริ่มจะหลงรักในเสน่ห์ของคณิตศาสตร์แล้วละสิ และสุดท้ายท้ายสุดก็ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่อ่านจนจบณที่นี้ด้วยครับ^^
-ความทะเยอทะยานความอดทน-
รามานุจันเป็นคนอินเดียซึ่งณตอนนั้นในสายตาของชาวอังกฤษจะมองคนอินเดียด้วยสายตาที่ดูถูกหรือเป็นคนที่ชั้นต่ำกว่าพวกเขา เพราะดูจากที่พระเอกไปยื่นสูตรคำนวณต่างๆที่เขาทำมาแก่คนอังกฤษหรือนายจ้างอะไรทั้งหลายก็ไม่มีใครรับ นอกจากข้อจำกัดทางปริญญาและการศึกษาแล้วก็การเป็นคนอินเดียของเขาเนี่ยแหละ
แต่เขาก็ไม่ย่อท้อพยายามส่งจดหมายให้ทางมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์จนสุดท้ายความอัจฉริยะและความไม่ย่อท้อของเขาก็ทำให้ผลงานของเขาเข้าตาเข้าใจต่อศาสตราจารย์ฮาร์ดี้ แห่งทรินิตี้ คอลเลจ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และทำให้ศาสตราจารย์ฮาร์ดี้ส่งจดหมายมาถึงเขา และเขาก็ได้ร่วมงานกับศาสตราจารย์ฮาร์ดี้ในที่สุด
แต่พูดก็พูดเถอะหนทางสู่ความสำเร็จนั้นหาได้โรยด้วยกลีบกุหลาบไม่ พระเอกต้องเจอกับอุปสรรค์ต่างๆในรั้วมหา'ลัยของพวกผู้ดีทั้งการดูถูกว่ามาจากอินเดียบ้างไร้ศึกษาบ้าง แต่พระเอกก็ไม่ย่อท้อขอพิสูจน์ตัวเองให้เหล่าดร.เหล่าอาจารย์ได้รู้ว่าสูตรหรือสมการต่างๆที่เขาคิดมามันคือสิ่งที่ถูกต้องและใช้งานได้จริง จนหนังสือของเขาได้รับการตีพิมพ์อย่างที่เขาตั้งใจและทำให้เขาได้เป็นสมาชิกราชสมาคมแห่งลอนดอนและสมาชิกวิทยาลัยทรินิตี้ มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ และกลายเป็นนักคณิตศาสตร์ผู้โด่งดังในที่สุด
-มิตรภาพ-
ตรงนี้ขอยกเครดิตให้กับคนคนนี้เลย "ศาสตราจารย์ ฮาร์ดี้" เป็นส่วนที่ผมปราบปลื้มในหัวใจของท่านศาสตราจารย์ฮาร์ดี้มากคือเป็นคนที่ใจกว้างและไม่ใช่กว้างธรรมดาน่ะกว้างโตรๆเลยแหละ พูดง่ายๆเลยว่าหากไม่มีท่านนี่พระเอกคงไม่เกิดอ่ะ และอาจจะไม่มีนักคณิตศาสตร์ที่ชื่อว่า"รามานุจัน"ก็เป็นได้
เพราะท่านนี่แหละที่เป็นคนที่มองเห็นความอัจฉริยะและความอัศจรรย์ในตัวของพระเอก อีกทั้งยังเป็นคนที่เขียนจดหมายถึงพระเอกจนทำให้พระเอกได้มาพิสูจน์ตัวเองณแคมบริดจ์
ท่านพยายามทุกอย่างเพื่อให้อาจารย์คนอื่นรวมทั้งหัวหน้าภาควิชาได้ยอมรับในตัวของพระเอก ทั้งยังเป็นคนเสนอชื่อของพระเอกให้เป็นสมาชิกราชสมาคมแห่งลอนดอน แม้ว่าท่าจะโดนกระแสโจมตีในแง่ลบและแรงกดดันจากเพื่อนๆอาจารย์และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นๆอย่างมากมายก็ตาม
แต่ท่านก็ยังพยายามเป็นโค้ชที่ดีให้แก่พระเอกอย่างไม่ย่อท้อ แม้ว่าตอนแรกแกยังหมั่นไส้พระเอกอยู่หน่อยๆเนื่องจากสูตรและสมการคณิตศาสตร์ที่พระเอกส่งมาให้แกดูจะหักล้างสูตรความคิดของแกอย่างไม่ไว้หน้าเลยทีเดียว แต่ด้วยการยอมรับของท่านศาสตราจารย์ถึงการเลี่ยนแปลงทางวิชาการเลยทำให้ความรู้สึกตรงนั้นเป็นการสนใจในตัวของพระเอกและอยากที่จะทำงานร่วมกับพระเอกโดยที่ไม่สนใจรากเหง้าหรือวุฒิการศึกษาแต่อย่างใด ทั้งๆที่พระเอกควรจะถูกเหยียดจากเขาเพราะการเป็นคนอินเดียไร้การศึกษา แต่กลับกันท่านศาสตราจารย์กลับหลงไหลในความสามารถของพระเอกโดยมองผ่านสิ่งนั้นไป โห!คือณสมัยนั้น ที่อินเดียยังไม่เป็นเอกราชยังถูกปกครองโดยอังกฤษ ซึ่งแน่นอนว่าคนอินเดียย่อมเป็นชนชั้นล่างอยู่แล้ว แต่ท่านศาสตราจารย์ยังยกเกียรติพระเอกได้ขนาดนั้น ถือว่าท่านศาสตราจารย์ใจพี่แม่งสุดยอดว่ะ
นี่คือมิตรภาพระหว่างชนชั้นที่ต่างกันแต่กลับเท่าเทียมกันด้วยสมการทางคณิตศาสตร์และความมีมนุษยธรรมในใจของศาสตราจารย์ และผมยังชอบคำพูดหนึ่งของ ศาสตราจารย์ ฮาร์ดี้ที่ได้กล่าวว่า
"สำหรับชีวิตนักคณิตศาสตร์ การได้ร่วมงานกับรามานุจันนั้นเป็นเรื่องโรแมนติกเพียงเรื่องเดียวในชีวิตของเขา"
และนี่คือมิตรภาพระหว่างศาสตราจารย์ ฮาร์ดี้ และ รามานุจัน ที่ผมซาบซึ้งมากในเรื่องนี้
-ความรัก-
พระเอกมีแม่และภรรยาอยู่ด้วยกันสามคน แน่นอนว่านั่นคือความรักของเขาที่เขามีเพราะนอกจากครอบครัวก็คือคณิตศาสตร์นี่แหละคือความรักของเขาที่พยายามใช้ความรู้ความสามรถส่วนนี้ทำมาหากินเพื่อครอบครัว พูดได้ว่าคณิตศาสตร์คือครอบครัวของเขาด้วยก็ว่าได้
สำหรับการจากแผ่นดินอินเดียเดินทางไปณอังกฤษเพื่อไปพิสูจน์ตัวเองและงานเขียนของเขาเพื่อให้ได้รับการตีพิมพ์ ทำให้เขาต้องจำใจจากครอบครัวเพื่อนตามหาฝันและนั่นคือฉากนึงที่ค่อนข้างเศร้าเลยแหละ
แน่นอนว่าในสมัยนั้นการติดต่อสื่อสารหรือการจะส่งสารอะไรเป็นไปได้ยากอย่าว่าแต่อินเตอร์เน็ตเลยโทรศัพท์เพื่อจะติดต่อกับคนไกลยังไม่มีให้ใช้เลย ดังนั้นการที่พระเอกกับทางบ้านจะติดต่อกันได้คือทางจดหมาย นางเอกได้ส่งจดหมายเพื่อที่จะได้พูดคุยถามสารทุกข์สุขดิบกับพระเอกแต่จดหมายกลับโดนแม่ของพระเอกเก็บไว้ในหีบและซ่อนไว้ใต้ตู้เพื่อไม่ให้ส่งถึงพระเอก
ตอนแรกก็รู้สึกโกรธแม่พระเอกอยู่หน่อยน่ะแต่พอรู้เหตุผลตอนที่แม่พระเอกเล่าให้ฟังขณะที่นางเอกสงสัยและเปิดหีบจนพบกับความจริงคือ ที่แม่พระเอกไม่อยากให้จดหมายของนางเอกถูกส่งไปนั้นเพราะเธอกลัวว่าพระเอกจะตอบจดหมายกลับมาและชวนนางเอกไปอยู่อังกฤษด้วยและกลัวว่าพระเอกจะไม่กลับอินเดียมาอีก
นั่นคือความรักที่มาพร้อมความกลัว ดูไปก็รู้สึกอึดอัด สงสารทุกฝ่ายอ่ะ
ส่วนทางพระเอกก็น่าสงสารที่รอจดหมายจากทางบ้านจากภรรยาที่เมื่อไหร่จะมาส่งสักทีรอคอยแล้วรอคอยเล่าจนฟุ้งซ่านคิดไปเองว่านางเอกลืมเขาไปแล้ว ถึงขั้นป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและคิดฆ่าตัวตายเพราะเขาคิดว่าเขาไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ขณะนั้นสูตรและสมการของเขาก็ยังไม่ได้รับการยอมรับร้อยเปอรเซ็นต์เนื่องด้วยยังไม่มีบทพิสูจน์ให้เหล่าอาจารย์ยอมรับทำให้เครียดกลัวว่าผลงานตัวเองจะตายไปกับเขาโดยที่ไม่ได้ตีพิมพ์ อีกทั้งยังเป็นวัณโรคเข้ารุมเร้าอีกด้วย
แต่โชคดีที่มีคนมาช่วยไว้ทันและเขาก็ได้กลับมาสู่อ้อมกอดของเพื่อนที่สนิทที่สุดของเขาในขณะนั้นคือท่านศาสตราจารย์ ฮาร์ดี้ และได้ร่วมงานกันต่อทั้งที่ร่างกายยังป่วย
โอโห!นี่ขนาดพี่แกคิดฆ่าตัวตายไปแล้วแต่พอกลับมามีชีวิตชีวาใหม่ก็บรรเลงสูตรสมการคณิตศาสตร์กันต่อพูดได้ว่าคณิตศาสตร์คือชีวิตเขากันเลยทีเดียว
สุดท้ายหลังจากที่พระเอกทำตามความฝันสำเร็จทั้งได้รับการตีพิมพ์และได้รับตำแหน่งที่ศาสตราจารย์เคยเสนอเขาก็ได้กลับบ้านไปหาคนที่รักของเขา
-ความหวัง-
เนื่องด้วยความหวังของพระเอกทำให้เขาต้องออกเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาณแดนไกล ความหวังของเขาคืออยากให้สูตรสมการของเขาเป็นที่ยอมรับและถูกตีพิมพ์ พูดง่ายๆว่าสิ่งที่เขาทำมาทั้งชีวิตจะต้องไม่สูญเปล่าคณิตศาสตร์ของเขาจะต้องมีชีวิตและด้วยความหวังของเขาคือเมื่อเขาทำตามฝันแรกเสร็จแล้วคือเขาจะต้องกลับไปหาและอยู่กับครอบครัวอบ่างมีความสุขให้เร็วที่สุดให้ได้เพราะนั่นคือความหวังขั้นสูงสุดแล้วแหละ
แน่นอนว่าหากพระเอกมีแค่ความทะเยอทะยานและมีความเก่งหรือความรักอย่างเดียวโดยปราศจากความหวังแล้วไซร้แรงในการขับเคลื่อนสู่ความฝันต่างๆของเขาคงไร้ซึ่งพละกำลังในการขับเคลื่อนอย่างแน่นอน
-การเมือง-
นอกจากเรื่องการปกครองอินเดียของประเทศอังกฤษซึ่งทำให้อินเดียอยู่ภายใต้อำนาจของอังกฤษแล้ว ยังมีเรื่องสงครามเข้าเกี่ยวข้องซึ่งคาดว่าช่วงนั้นเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งหรือช่วงๆสงครามก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จึงทำให้ผู้คนณอังกฤษรวมถึงผู้ที่อยู่ในมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์เองต้องอยู่อย่างหวาดระแวงด้วย แถมมีฉากที่พระเอกด้องหาที่หลบและหลีกระเบิดกันอย่างจ้าละหวั่น พูดได้ว่าสงครามช่วงนั้นสร้างความวุ่นวายเอาอย่างมาก
และเรื่องที่ผู้คนหลีกหนีไม่ได้คือการเลือกฝั่งเลือกฝ่ายเรื่องแบบนี้ณภาวะสงครามย่อมมีการถือข้างไม่ข้างใดก็ข้างหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะอยู่เฉยๆก็ยังโดนยัดเยียดไปอีกฝ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
-ความศรัทธา-
ส่วนนี้ของหนังเรื่องนี้ถือว่ามีเสน่ห์ที่สุดสำหรับผม มิตินี้ถือเป็นส่วนที่เหนือคำว่าวิทยาศาสตร์จริงๆ กล่าวได้ว่าเป็นมุมที่ขัดใจอยู่ไม่มากก็น้อยสำหรับสายวิทยาศาสตร์จ๋า เพราะในหนังเราจะเห็นว่าศาสตราจารย์ ฮาร์ดี้ พยายามที่จะทราบถึงที่มาของความรู้ว่าได้มาได้อย่างไร และพระเอกก็ได้ตอบประมาณว่าพระเจ้าได้ป้อนความรู้ให้กับเขา ทำเอาท่านศาสตราจารย์เซ็งในคำตอบกันเลยทีเดียว ซึ่งบางคนอาจตีความไปได้ว่าเขาเป็นคนที่เข้าใจอะไรง่ายอัจฉริยะแต่เขาเป็นคนที่ถ่อมตนสุดๆเพราะความรู้ที่เขาได้มาเขาเชื่อว่ามันคือสิ่งที่พระเจ้าได้ให้แก่เขา นั่นคือความถ่อมตนและให้เกียรติความรู้อย่างสวยงามของพระเอก
และส่วนตัวของศาสตราจารย์ฮาร์ดี้ แล้วเขาเป็นคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าแต่ก็จำเป็นที่จะต้องยอมรับและทำความเข้าใจในศรัทธาของพระเอก ศาสตราจารย์เคยบอกว่าถึงเขาไม่ศรัทธาในพระเจ้าแต่เขาก็ศรัทธาในตัวของพระเอก(รามานุจัน)
รามานุจันเป็นคนที่เคร่งในศาสนามากเป็นคนง่ายๆกินมังสวิรัติและสวดมนต์เป็นประจำ ถึงแม้ว่าเขาจะหมกมุนอยู่กับคณิตศาสตร์แต่มันไม่ได้ทำให้ความศรัทธาต่อพระเจ้าของเขาอ่อนแอลงแต่อย่างใด เขาจะพยายามมีเวลาให้แก่พระเจ้าเสมอ และนี่คือศรัทธาอันแรงกล้าและแข็งแกร่งของรามานุจัน
และนี่คือบางฉากบางตอนบางมิติที่ผมอยากจะมาเล่าสู่กันฟังของชีวประวัติของผู้ชายที่เป็นนักคณิตศาสตร์ชื่อดังของโกซึ่งนามว่า "รามานุจัน"
ปล.กว่าบางสูตรบางสมการทางคณิตศาสตร์จะมาถึงเรานี่ไม่ใช่ง่ายๆเลยน่ะเนี่ยเริ่มจะหลงรักในเสน่ห์ของคณิตศาสตร์แล้วละสิ และสุดท้ายท้ายสุดก็ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่อ่านจนจบณที่นี้ด้วยครับ^^
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น